Tactical Thai Sword Group

ให้โลกฤาชา ว่าใต้ฟ้ามีดาบไทย...

News

Halo Friend.! 


Now we work with Kru Muaythai Association


we have many plan for you  


We aiming to spread Thai martial arts to the people around the world. Our mission is to earnestly and professionally teach students including both Thais and foreigners. If you are interested, please contact us.


มวย "ไท"

มวย “ไท” มีมาแต่ใด? คำถามที่หาคำตอบได้ยากที่สุด 
แต่ก็ไม่เกินเลยสติปัญญาของครูบาอาจารย์ผู้เฒ่าท่าน ได้เฉลย คำถามที่ยากที่สุด
ด้วยคำตอบที่ง่ายที่สุด ว่า.... “มวยไท ก็มีมา ตั้งแต่มี คนไท ไงละ”
เป็นคำตอบแบบ กำปั้นทุบดินที่ตรงและคม สมเป็นครูมวย ซึ่งหากนับย้อนประวัติศาสตร์การสร้างชาติ
รวมเผ่าชาวสยาม อันมีความหมายรวมถึง กลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคนี้โดยมิได้ระบุเรื่อง เชื้อชาติ
หากแต่มุ่งกล่าวถึง ระบบสังคม, การเมือง, ศาสนา, วัฒนธรรม, อักษร ภาษา และรูปแบบการต่อสู้ “มวย”
โดยมีอารยะธรรมหลักที่มีอิทธิพลคือ อินเดียตอนใต้ ด้วยเหตุปัจจัยเหล่านี้ที่หลอมรวมกันของชนเผ่าต่าง ๆ
เข้าด้วยกัน เกิดเป็น "สัญชาติ" เดียวแต่หลากหลายเชื้อชาติ และเรียกตนเองโดยรวมว่า "ชาวสยาม" 

จากเส้นทางประวัติศาสตร์ คงพอจะมองย้อนไปได้ถึง กลุ่มแคว้นใหญ่
หลายแคว้นที่กระจัดกระจายตัวกันอยู่ บนผืนแผ่นดินที่ราบลุ่มแม่น้ำสายสำคัญตลอดแนว
จากเหนือถึงใต้ ของ ประเทศไทย ในปัจจุบัน สร้างสังคม ประสมประสาน ผ่านศึกรบ ร่วมสงครามกัน
ผลัดเปลี่ยนอำนาจ สร้างบ้านแปลงเมืองขึ้น
โดยแบ่งได้เป็น ๒ กลุ่มคือ
๑. กลุ่มแคว้นเก่า ได้แก่ ตามพรลิงค์ หรือนครศรีธรรมราช, นครชัยศรี-สุวรรณภูมิ, ละโว้-อโยธยาศรีรามเทพนคร(อยุธยา), และหริภุญชัย
๒. กลุ่มแคว้นใหม่ ได้แก่ โยนก, สุโขทัย, แพร่, น่าน, และล้านช้าง ฯลฯ ที่ยกมากล่าวข้างต้นนี้
นับว่าพอเพียงแก่การสืบค้นว่า ชาวสยาม หมายรวมถึง คนไท มีมาแต่เมื่อไหร่ อยู่ที่นี้
หรือมาจากที่ไหน? พัฒนาการต่อสู้ของตนมาอย่างไร
คงต้องให้เป็นหน้าที่ของนักประวัติศาสตร์ที่จะถกหาคำตอบ ให้กับคำถามนี้ต่อไป.. 

 


 

สยามเมืองมวย  

กว่าจะมี สยามประเทศ ขึ้นมาได้การรวบรวมแผ่นดิน ขยายอาณาเขต ต้องมีการรบราฝ่าศึก
ทั้งในและนอกประเทศ มานับไม่ถ้วน หัวเมืองหน้าด่านที่สำคัญๆ ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ต่างสั่งสมผู้มีความรู้ในเชิงดาบเชิงมวย ปรับปรุงพัฒาศาสตร์วิชาของหมู่ตนขึ้น หลอมรวมกับลักษณะคนพื้นถิ่นดินด้าวเดียวกันและคล้ายคลึงกัน จะเกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะในสายวิชามวยและดาบนั้น

มวยสยาม เกิดแต่ชนชาติผู้รักอิสะ มวยจึงมีความเป็นเอกลักษณ์อยู่ทุกชุมชน หมู่บ้าน และเมือง ด้วยลีลาหมัด เท้า เข่า ศอก อาจทั้งแตกต่าง ทั้งกลมกลืนคล้ายคลึงกันทั้งประเทศ แต่ก็ไม่เหมือนกันอยู่ในทีท่า ในเชิงหมัดจัดมวย อีกทั้ง แม่ใม้ ลูกไม้ กลไม้มวย หรือการคาดเชือกพันหมัดถักมือ ต่างก็มีความแตกต่างกันพอให้สังเกตเห็น ในบางลีลา หากจะแยกสายมวย ควรแยกด้วยท่ารำร่ายไหว้ครูที่ต่างครูแต่โบราณกาลท่านต่างคิดประดิษฐ์ถวายนั้น ก็จะเห็นความแตกต่างอย่างเด่นชัดในสายมวยที่สืบมาแต่ครูเก่าเล่าวิชา

ปัจจุบัน ณ กาล ผ่านยุคสมัยเฟื่องฟูของมวยคาดเชือกมานาน ท่าไหว้ครูแต่ก่อนเก่าและครูผู้เฒ่าก็ต่างเลือนหาย ล้มหาย สายมวยในอดีตจะเหลือก็เพียงตำนาน ท่าไหว้ท่ารำสูญหายไปบ้าง บ้างก็ปรับประยุกต์ตามหลักสูตรกรมพละศึกษา จึงทำให้ท่าไหว้ครูมวยไทยคล้ายกันไปหมดสิ้น หากนับแยกสายมวยเอาเฉพาะที่มีความโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ คงพอจะแบ่งแยกได้กว้างๆ ตาม ภูมิภาค เขตการปกครองหรือหัวเมืองใหญ่ ดังนี้.

ภาคเหนือ มวยท่าเสา มวยเจิง มวยท่าเสา - คาดเชือกประมาณครึ่งแขน เป็นมวยเชิงตบ ปัด เตะ คล่องแคล่ว ว่องไว ทั้งซ้ายขวา ลักษณะเด่น เตะไว จนได้รับฉายา มวยตีนลิง

ภาคอีสาน มวยโคราช มวยหลุม ฯลฯ มวยสกล - คาดเชือก ขมวดรอบแขนจนจรดข้อศอก ลักษณะการ เตะ ต่อย เป็นวงกว้าง เพื่อใช้รับการเตะ ที่หนักหน่วงรุนแรง ท่าลูกไม้ที่โดดเด่นคือ หมัดเหวี่ยงควาย

ภาคกลาง มวยลพบุรี มวยพระนคร ฯลฯ มวยลพบุรี - การคาดเชือก จึงคาดเพียงประมาณครึ่งแขน ลักษณะ ชก ต่อย เตะ วงใน เข้าออกรุกรับรวดเร็ว เน้น หมัดตรง และ หมัดหงาย

ภาคใต้ มวยไชยา - คาดเชือกจึงนิยมคาดเพียง คลุมรอบข้อมือ เพื่อกันการซ้น หรือเคล็ด เท่านั้น ลักษณะการรุก-รับ ย่อตัวต่ำ รัดกุม ถนัดการใช้ศอก มักเข้าวงในระยะประชิดตัวเพื่อ ทุ่ม ทับ จับ หัก เป็นหลัก

เมืองมวย จะมีมาแต่ใดไม่ปรากฏ จะมีเรียกให้เห็นหลักฐานในประวัติศาสตร์มวยก็เมื่อครั้ง มีใบบอกให้เจ้าเมืองน้อยใหญ่เร่งจัดคัดสรรนักมวยฝีมือดีเพื่อร่วมในงานพระเมรุ กรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์ ณ ท้องทุ่งพระเมรุ ป้อมเผด็จดัสกร กรุงเทพฯ โดยจัดให้มีการตีมวยหน้าพระที่นั่งครั้งสำคัญ สมัยรัชกาลที่ ๕ ในครั้งนั้นได้มี นักมวยฝีมือดี ๓ ท่าน ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์ “หมื่น” (ข้าราชการประทวน) อันได้แก่

๑. หมื่นมวยมีชื่อ (ปล่อง จำนงทอง) มวยไชยา

๒. หมื่นมือแม่นหมัด (กลิ้ง แห่งบ้านทะเลชุบศร) มวยลพบุรี

๓. หมื่นชะงัดเชิงชก (แดง ไทยประเสริฐ) มวยโคราช ข่าวสำคัญนี้ร่ำลือระบือไกลไปทั่วประเทศ จนมีคำชอบผูกเป็นกลอนในยุคนั้นว่า “ หมัดหนักโคราช ฉลาดลพบุรี ท่าดีไชยา ”

มวยเป็นกีฬาของสุภาพบุรุษ เป็นทั้งศาสตร์วิชาผดุงรักษาชาติ และเป็นกีฬาที่นิยมกันทั่วประเทศ ผู้ฝึกหัดมวยเป็นผู้มีเกียรติ และยังได้รับการยกเว้นภาษีอีกด้วย หากเป็นมวยมีฝีมือก็ถึงขั้นได้รับการอวยยศ และไม่ถูกเกณฑ์แรงงาน ด้วยเหตุที่ทางราชการให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี และเมืองที่มีนักมวยฝีมือดี ที่สามรถสร้างชื่อก็ได้รับการยกย่องให้เป็น “เมืองมวย” ตลอดเส้นทาง แห่งชัยชนะของนักรบ นักมวย นักสู้ชาวสยาม หลายชั่วอายุคน นับเนื่องแต่มีการรวบรวมชนเผ่าไท ให้เป็นปึกแผ่น ลงหลักปักฐานแน่น บนพื้นแผ่นดิน สยาม นี้ ที่มีบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ 

เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้เรียนรู้ ศึกษาและเชิดชู ถึงความมุ่งมั่น พากเพียร ความกล้าหาญ และการเสียสละของบรรพชนไทยเหล่านั้นแล้วขอกล่าวสรรเสริญ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระนเรศวรมหาราช พระเจ้าตากสินมหาราช และพระมหากษัตริย์ไทยทุกๆพระองค์ ตลอดจนถึงสามัญชน วีรชน วีรสตรีผู้กล้าอีกหลายท่าน ที่ได้เคยสร้างวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ทำคุณประโยชน์ให้กับชาติ บ้านเมือง เป็นที่เคารพนับถือยิ่งต่อชนทั้งหลาย ทั้งวีระชนนิรนาม และวีระชนระบือนาม อันจะยกตัวอย่าง ได้แก่สามัญชนผู้หาญกล้า นายทองดี นักมวยฟันขาวแห่งบ้านหันคา อำเภอทุ่งยั้ง เมืองพิชัย ผู้มีฝีมือ มวยและดาบ เป็นเลิศ เคยอาสาสู้ศึกปกป้องแผ่นดิน จนได้สมญาว่า พระยาพิชัยดาบหัก ทหารหาญกล้าคู่พระทัย สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี "(พ.ศ. ๒๓๑๐-๒๓๑๖) และนายขนมต้ม ผู้ที่ได้ใช้ วิชามวย สร้างชื่อไว้หน้าประวัติศาสตร์ของสองชาติ ผู้เป็นเสมือน “บิดาแห่งมวยไทย” ในวันที่ ๑๗ มีนาคมของทุกปี ถือเป็น “วันมวยไทย” ตามตำนานการชนะปรปักษ์ของท่าน (๑๗ มีนาคม พ.ศ.๒๓๑๗) 

หากกล่าวถึง วงการมวยไทย การชุมนุมนักมวยครั้งสำคัญ ครั้งหนึ่งของแผ่นดินสยามนี้ คือ การแข่งขันชกมวย ณ สนามมวยสวนกุหลาบ (พ.ศ. ๒๔๖๓-๒๔๖๕) จัดขึ้นเพื่อหาเงินซื้อปืนให้กับกองเสือป่า ใน สมัยรัชกาลที่๖ เหตุการณ์นี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทาง การชกมวยไทยแบบอาชีพขึ้น จากกองมวยตามหัวเมือง หมู่บ้าน สู่นักมวยในจวนท่าน โดยมี สมุหเทศาภิบาล และข้าหลวงตามหัวเมืองต่างๆ เป็นผู้จัดหานักมวยที่มีฝีมือดี คัดเลือกตัวส่งเข้าสู่การเข้าแข่งขันชกมวยในพระมหานคร นักมวยมากหน้าหลายตา ต่างชั้นต่างระดับฝีมือ ได้เดินทางรอนแรมมาจนสุดเส้นทางสายการต่อสู้ มีทั้งผู้ชนะและผู้พ่ายแพ้ บ้างก็ปักหลักอยู่ในเมืองหลวงรับราชการ บ้างก็กลับบ้านเดิมทำไร่ไถ่นา ในบรรดานักมวยที่เข้ามาแสวงโชคและชื่อเสียง ในครั้งครานั้น ต่างได้แสดงรูปลักษณ์ลีลา ความสามารถในเชิงมวย ซึ่งเป็นแบบฉบับ เฉพาะหมู่ เฉพาะภาค ของตนออกมา ให้เป็นที่ประจักษ์ใน พาหุยุทธ์วิทยา อันบ่งบอกความเป็นชาติไท เลือดนักสู้ ผู้มีศิลปะการต่อสู้ประจำชาติตน คือ “มวย” และนักมวยผู้ที่สร้างชัยชนะให้กลายเป็นตำนาน ผู้เปลี่ยนเส้นทางวงการมวยคาดเชือก ให้พลิกผันไปตลอดกาล คือ นายแพ เลี้ยงประเสริฐ หนึ่งในนักมวย ๕ ใบเถา จากบ้านท่าเสา เมืองอุตรดิตถ์ ผู้ที่ชก นายเจีย พระตะบอง(เจีย แขกเขมร) มวยฝีมือดีจากแถบชายแดนตะวันออก ด้วยการสืบทิ่มหมัดหงาย เข้าที่ลูกกระเดือกในท่า หนุมานถวายแหวน อันลือลั่น จนนายเจียถึงกับหมดสติ และสิ้นใจในเวลาต่อมา อันถือเป็นอุบัติเหตุ และเป็นเหตุการณ์สำคัญในยุค สนามมวยหลักเมือง (ร.๗ พ.ศ. ๒๔๖๖-๒๔๗๒) ภายใต้กฎกติกาการชกมวยคาดเชือก ด้วยมีมาตราหนึ่งใน พระธรรมนูญลักษณะเบ็ดเสร็จ บทที่ ๑๑๙ บัญญัติ ไว้ว่า "มาตรา ๑ ชนทั้งสองเป็นเอกจิตรเอกฉันท์ ตีมวยด้วยกันก็ดี แลปล้ำกันก็ดี และผู้หนึ่งต้องเจ็บปวดก็ดี โค่นหักถึงแก่มรณภาพก็ดี ท่านว่าหาโทษมิได้ อนึ่งผู้ยุยงก็ดี ผู้ตกรางวัลก็ดี ให้ปล้ำตีนั้น ผู้ยุหาโทษมิได้ เพราะผู้ยุนั้น จะได้มีจิตรเจตนาที่จะใคร่ ให้สิ้นชีวิตหามิได้ แต่จะใคร่ดูเล่นเป็นสุขภาพ เป็นกรรมของผู้ถึงมรณภาพเองแล…ฯ” เหตุการณ์ครั้งนั้นนับเป็น มูลเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง กฎกติกามวย ตลอดจนมีการบังคับให้สวมนวมแบบสากล และสวมถุงเท้า ในทุกครั้งที่มีการชกต่อยมวย อันส่งผลให้ศิลปะวิทยา การต่อสู้แบบมวยคาดเชือก ต้องย่อหย่อนเสื่อมถอย ความเป็นศิลปะและศาสตร์ลงไปอย่างน่าเสียดาย และยากที่จะเรียกกลับคืนมา หนทางแห่งชัยชนะของนักมวยคาดเชือก ในความพยายามที่จะกอบกู้ และรักษาศาสตร์แห่งวิชามวยโบราณ เอาไว้นั้น เลือนลางลงทุกที นับแต่มีการประกาศเลิกคาดเชือกในครั้งนั้น จวบจนปัจจุบันสมัย (๒๕๔๘) ด้วยระยะเวลาเพียง ๘๐ ปี นับแค่เพียงชั่วหนึ่งอายุคนเท่านั้น แต่...ศิลปะศาสตร์ และความรู้ที่เกี่ยวกับ มวยคาดเชือก ก็แทบจะเลือนหายไป พร้อมกับ ครูผู้เฒ่า คนแล้วคนเล่า และอาจหายไปจากความทรงจำอันพร่าเลือนของคนไทยต่อไป....

เขียนโดย แหลมทอง ศิษย์ครูทอง

 


 

 

เมืองไชยา  

.....เมืองหน้าด่าน ในการค้าขายและการรบทางฝ่ายใต้ และยังเป็นเขตอิทธิพลของไทยนับแต่สมัยอยุธยารุ่งเรืองมาช้านาน ในเมืองไชยาจะมีการจัดตั้ง กองมวย ขึ้นหลายกอง จนถึง ยุคศาลาเก้าห้อง สนามมวยวัดพระบรมธาตุไชยาฯ จัดสร้างโดย ผู้ที่เป็นเจ้าเมืองไชยาและครูมวย คือพระยาวจีสัตยารักษ์( ขำ ศรียาภัย ) มีกองมวยสำคัญอยู่ ๔ กอง คือกองมวยพุมเรียง กองมวยบ้านเวียง กองมวยปากท่อ กองมวยบ้านทุ้ม(ทุ่ง) ในแต่ละกองจะมี นายกอง ๑ คน

.....กองมวย จะได้รับสิทธิ์พิเศษ ต่างๆเช่น ได้รับการยกเว้นภาษีรัชชูปการ จะไม่ถูกเกณฑ์แรงงาน แต่คนในกองมวยจะต้องหมั่นฝึกซ้อมมิให้ขาด เมื่อทางการเรียกให้ไปตีมวยที่ใด จะต้องพร้อมเสมอ และนักมวยจะได้รับเบี้ยเลี้ยงทุกวันที่ไปชก ตามลำดับความสำคัญ ผู้ใดที่ย่อหย่อนในการฝึกซ้อมจะถูก นายกอง คัดชื่อออกและเสียสิทธิ์ที่ได้รับไปด้วย เป็นการชี้ให้เห็นว่า การเป็น นักมวย ในสมัยนั้น นับว่ามีเกียรติและศักดิ์ สูงกว่าสามัญชน

.....สมัย ร.๕ ในงานพระเมรุ กรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์ ณ ท้องทุ่งพระเมรุป้อมเผด็จดัสกร กรุงเทพฯ ได้จัดให้มีการตีมวยหน้าพระที่นั่งครั้งใหญ่ เจ้าเมืองจากหัวเมือต่างๆได้จัดส่งนักมวยของตนลงแข่งขัน และได้มีนักมวยฝีมือดีอยู่ ๓ คน ที่ได้ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "หมื่น" อันได้แก่

๑. หมื่นมวยมีชื่อ (ปล่อง จำนงทอง) มวยไชยา .....ถนัดใช้ท่า เสือลากหาง เข้าทุ่มทับจับหักคู่ปรปักษ์

๒. หมื่นมือแม่นหมัด (กลิ้ง ไม่ทราบนามสกุล) มวยลพบุรี .....ถนัดใช้หมัดตรง และหลบหลีก รุกรับ ว่องไว

๓. หมื่นชะงัดเชิงชก (แดง ไทยประเสริฐ) มวยโคราช .....ถนัดใช้ท่า หมัดเหวี่ยงควาย ที่รุนแรง คว่ำปรปักษ์

.....จนมีคำกล่าวผูกเป็นกลอนว่า " หมัดหนักโคราช ฉลาดลพบุรี ท่าดีไชยา " จะเห็นได้ว่าผู้ที่เป็นนักมวยในสมัยนั้น ได้รับการยกย่องมาก เพราะบ้านเมืองสนับสนุน และเมืองที่มีมวยฝีมือดีก็จะได้รับการยกย่องให้เป็น " เมืองมวย " มวยไชยา นั้นเป็นที่นิยมแพร่หลาย ในเขตภาคใต้ตั้งแต่ ชุมพร หลังสวน ลงมาโดยมีเมืองไชยาเป็นศูนย์กลาง และยังมีครูมวยอีกหลายท่าน ที่มีชื่อเสียงมากมาย เราจะนำเสนอประวัติดังนี้

 

 


 


พ่อท่านมา

ประวัติของท่านนั้นไม่มีการกล่าวหรือบันทึกไว้มากนักทราบเพียงว่า พ่อท่านมาเป็นครูมวยใหญ่ ทีเดินทางมายัง เมืองไชยา (บางก็ว่าท่านเป็น ขุนศึก หรือ แม่ทัพ ออกบวช และธุดงค์มาจากกรุงเทพฯ) เมื่อราว๑๖๕ ปีมาแล้ว สมัย ร.๓ ตอนปลาย ท่านเชี่ยวชาญวิชาการต่อสู้และมีวิชาอาคม แก่กล้า เคยมีเรื่องเล่าว่ามีช้างตกมันอาละวาด ไม่มีผู้ใดปราบได้ พ่อท่านมาได้บริกรรมคาถาแล้วใช้กะลามะพร้าวครอบจับช้างเชือกนั้นไว้ ชาวบ้านจึงได้สร้างวัดขึ้นที่ท้องทุ่งแห่งนั้นขนานนามว่า วัดทุ่งจับช้าง

.....ศิลปะมวยของท่านได้รับการถ่ายทอด สืบต่อ สู่ชาวเมืองไชยาและครูมวยต่อมาอีกหลายๆท่าน นับแต่พระยาวจีสัตยารักษ์ (ขำ ศรียาภัย) ปฐมศิษย์เบื้องต้นผู้เป็นครูมวยของหมื่นมวยมีชื่อ ( ปล่อง จำนงทอง ) ครูนิล ปักษี ครูอินทร์ ศักดิ์เดช โดยเฉพาะ หมื่นมวยมีชื่อ ที่ได้รับราชทานนามนี้จาก ล้นเกล้าในรัชกาลที่ ๕ นับเป็นเกียรติแก่ เมืองไชยา ยิ่งนัก

.....แม้ทุกวันนี้ยังมีนักมวย นักศึกษาและประชาชนเดินทางไปกราบไหว้ และรำถวายมือ หน้าเจดีย์บรรจุอัฐิพ่อท่านมา วัดทุ่งจับช้าง อำเภอพุมเรียง สุราษฎร์ธานี อยู่เสมอ ปัจจุบันวัดทุ่งจับช้าง มีพระอยู่จำพรรษาเสมอ และทั้งพระและชาวบ้านได้ช่วยกันดูแลพัฒนา บริเวณวัด สร้างหลังคากันแดดฝนคลุมรักษา สถูปบรรจุอัฐิพ่อท่านมา โบราณสถานสำคัญที่บอกเล่าเรื่องราวของ มวยไชยา เอาไว้.

 


 


พระยาวจีสัตยารักษ์

สืบตระกูลมาจากนักรบโดยลำดับดังนี้

.......พระยาชุมพร (ซุ่ยซุ่ยย้ง) ตาทวด (พ่อของย่า)เป็นแม่ทัพไทยตีเมืองมะริค และเมืองตะนาวศรีมาขึ้นประเทศไทย ปลายรัชกาลที่ 2 พ.ศ.2367 มีลูกเขยชื่อปาน ซึ่งได้เป็นพระยาศรีราชสงคราม

.......พระศรีราชสงคราม (ปาน) พระศรีราชสงคราม(ปาน) ปลัดเมืองไชยา(เป็นปู่) มีลูกชายชื่อขำถวายตัวเป็นมหาดเล็กในรัชกาลที่ 4 ..รับใช้สอยในสำนักสมเด็จเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ที่สมุหพระกลาโหม และได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็น หลวงสารานุชิต ผู้ช่วยราชการเมืองไชยาเมื่ออายุ 25 ปี

.......หลวงสารานุชิต (ขำศรียาภัย) ได้ช่วยปราบจีนจราจลที่เมืองภูเก็ตในคราวเดียวกันกับหลวงพ่อแช่ม เจ้าอาวาสวัดฉลอง ซึ่งพวกจีนติดสินบนหัว 1,000เหรียญ เมื่อพวกจีนแตกพ่ายหนีกระจัดกระจายลงเรือใบใหญ่ออกทะเล จึงได้รับปูนบำเหน็จความดีความชอบ เลื่อนยศเป็น พระยาวิชิตภักดีศรี ปรมาจารย์ มวยไชยา ท่านพระยาวจี สัตยารักษ์ พิชัยสงคราม ผู้ว่าราชการเมืองไชยา พ.ศ.242 พวกจีนจลาจลที่ภูเก็ตหนีลงเรือ แต่ไม่กลับเมืองจีน ได้เที่ยวปล้นตามหัวเมืองชายทะเล ตั้งแต่ปลายอาณาเขตไทยทางใต้ จนถึงเมืองเกาะหลักคือประจวบคีรีขันธ์ เร ือรบหลวง๒ลำ มีกำลังพล 200 ต้องประจำรักษาเมืองภูเก็ต จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าเมือง ทำการปราบปราม เวลานั้นพระยาวิชิตภักดีพิชัยสงครามเป็นเจ้าเมืองไชยา แต่มีหน้าที่รักษาเมืองชุมพรและกาญจนดิษฐ์ด้วย ได้คิดสร้างลูกระเบิดมือเป็นครั้งแรกในประเทศไทย (คือหม้อตาลขนาดเล็กกระชับมือบรรจุดินปืน และใช้ถ่านไฟแดงๆ วางไว้บนฝาหม้อซึ่งหงายขึ้น เมื่อขว้างไปตกในเรือโจรจีนสลัดทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้ขึ้นในเรือ พวกโจรจีนสลัดต้องสละเรือกระโดดหนีลงน้ำ และถูกจับเป็นเชลย) รวบรวมพลอาสาออกปราบปรามโจรจีนสลัดในอ่าวไทยเป็นเวลา5 ปี โจรจีนสลัดสงบราบคาบ จึงได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างๆ เป็นบำเหน็จโดยลำดับ จนถึงพ.ศ.2442 พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานสัญญาบัตร เลื่อนเป็น พระยาไวยวุฒิวิเศษฤทธิเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม เพื่อประกาศความดีความชอบ ที่ได้สร้างลูกระเบิดมืออันเป็นอาวุธแปลกไม่เคยเห็นกันในสมัยนั้น

..........ต่อมาอีก 7 ปี คือวันที่ 27 กันยายน พ.ศ.2449 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า พระราชทานสัญญาบัตร ให้เลื่อนเป็นพระยาวจีสัตยารักษ์ มีตำแหน่งเป็นผู้กำกับการถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา จนกระทั่งวันถึงแก่กรรมวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ.2457

 


 

 


ปรมาจารย์ เขตร์ ศรียาภัย  

.....ปรมาจารย์ เขตร ศรียาภัย สืบตระกูลมาจากนักรบโดยลำดับดังนี้

.....พระยาชุมพร (ซุ่ย ซุ่ยยัง) ตาทวด (พ่อของย่า) เป็นแม่ทัพไทยตีเมืองมะริดและเมืองตะนาวศรีมาขึ้นประเทศไทย ปลายรัชกาลที่ ๒ พ.ศ.๒๓๖๗ มีลูกเขยชื่อปานซึ่งได้เป็นที่พระศรีราชสงคราม

.....พระศรีราชสงคราม (ปาน ) ปลัดเมืองไชยา (เป็นปู่) มีลูกชายชื่อขำ ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในรัชกาลที่ ๔ รับใช้ สอยในสำนักสมเด็จเจ้าาพระยาศรีสุริยวงศ์ ที่สมุหพระกลาโหมและได้รับพระราชทานสัญญาบัตร เป็นหลวงสารานุชิต ผู้ช่วยราชการเมืองไชยาเมื่ออายุ ๒๕ ปี

.....หลวงสารานุชิต (ขำ ศรียาภัย) ได้พระราชทานสัญญาบัตรเป็นพระศรีราชสงคราม ปลัดเมืองไชยา (แทนบิดาซึ่งถึงแก่กรรม) เมื่อ พ.ศ.๒๔๑๒

.....พระศรีราชสงคราม (ขำ ศรียาภัย) ได้ช่วยปราบจีนจลาจลที่เมืองภูเก็ตในคราวเดียวกันกับหลวงพ่อแช่ม เจ้าอาวาสวัดฉลอง ซึ่งพวกจีนติดสินบน หัว ๑๐๐๐ เหรียญ จีนจลาจลแตกพ่ายหนีกระจัดกระเจิงลงเรือใบใหญ่ ออกทะเล จึงได้รับปูนบำเหน็จความดีความชอบเลื่อยศเป็น พระยาวิชิตภักดีศรีพิชัยสงคราม ผู้ว่าราชการเมืองไชยา พ.ศ.๒๔๒๒ พวกจีนจลาจลที่ภูเก็ตหนีลงเรือแต่ไม่กลับเมืองจีน ได้เที่ยวปล้นตามหัวเมือง ชายทะเล ตั้งแต่ปลายอณาเขตไทย ทางใต้จนถึงเมืองเกาะหลัก คือประจวบคีรีขันท์ เรืองรบหลวง ๒ ลำ มีกำลังพล ๒๐๐ ต้องประจำรักษาเมืองภูเก็ต จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าเมืองทำการปราบปราม เวลานั้นพระยาวิชิตภักดีศรีพิชัยสงคราม เป็นเจ้าเมืองไชยา แต่มีหน้าที่รักษาเมืองชุมพร และ กาญจนดิษฐ์ ด้วย ได้คิดสร้างลูกระเบิดมือขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย รวบรวมพลอาสาออกปราบปรามโจรจีนสลัดในอ่าวไทยเป็นเวลา ๓ ปี โจรจีนสลัดสงบราบคาบ จึงได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างๆเป็นบำเหน็จโดยลำดับ จนถึง พ.ศ.๒๔๔๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนเป็นพระยาไวยวุฒิวิเศษฤทธิ เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม เพื่อประกาศความดีความชอบที่ได้สร้างลูกระเบิดมืออันเป็นอาวุธแปลกไม่เคยเห็นกันในสมัยนั้น

.....ต่อมาอีก ๗ ปี คือวันที่ ๒๗ กันยายน พ.ศ. ๒๔๔๙ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานสัญญาบัตรให้เลื่อนเป็น พระยาวจีสัตยารักษ์ มีตำแหน่งเป็นผู้กำกับการถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา จนกระทั่งวันถึงแก่กรรม วันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๔๕๗

.....เขตร ศรียาภัย เป็นลูกคนสุดท้องของพระยาวจีสัตยารักษ์ (ขำ ศรียาภัย)

.....เกิดเมื่อวันอาทิตย์ ที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๕ ณ ตำบลหนองช้างตาย (ต.ท่าตะเภา ในปัจจุบัน) อำเภอท่าตะเภา จังหวัดชุมพร ในสมัยเด็กอายุประมาณ ๑๐ ขวบ เขตร ศรียาภัย ได้เข้าโรงเรียนมัธยมวัดสุทธิวราราม อยู่ที่บ้านทวาย ชอบกีฬาประเภทออกแรง ทุกชนิด เช่น พายเรือ ว่ายน้ำ วิ่งแข่ง ตีจับ ฯลฯ ได้เป็นที่ ๑ ในชุดวิ่งเปรี้ยวชิงชนะเลิศกับชุดโรงเรียนวัดประทุมคงคา ได้ถ้วยและ โรงเรียนมัธยมวัดสุทธิวราราม มีชื่อทางวิ่งเปรี้ยวแต่นั้นมา ได้ลาออกเพื่อเข้าโรงเรียนอัสสัมชัญเมื่ออายุได้ ๑๓ ปี เพราะทนถูกรังแกจากนักเรียนที่ใหญ่กว่าไม่ไหว ณ โรงเรียนฝรั่งแห่งใหม่กลับร้ายกว่า โรงเรียนเดิมเพราะมีนักเรียนมากกว่า ๓ เท่า เขตร ศรียาภัย ต้องทนมือทนตีนอยู่ ๓ ปี อันเป็นปฐมเหตุแห่งความพยายามศึกษาวิชาต่อสู้ ซึ่งมีครูดี ๆ รวม ๑๒ ท่าน คือ

๑. พระยาวจีสัตยารักษ์ ( ขำ ศรียาภัย ) เจ้าเมืองไชยา -บิดาบังเกิดเกล้า

๒. ครูกลัด ศรียาภัย ผู้บังคับการเรือกลไฟรัศมี -อา

๓. หมื่นมวยมีชื่อ ( ปล่อง จำนงทอง )

๔. ครูกลับ อินทรกลับ

๕. ครูสอง ครูมวยบ้านนากะตาม อำเภอท่าแซะ

๖.ครูอินทร์ สักเดช ครูมวยบ้านท่าตะเภา

๗. ครูดัด กาญจนากร ครูมวยบ้านหนองทองคำ

๘. ครูสุก เนตรประไพ ครูมวยบ้านแสงแดด

๙. ครูวัน ผลพฤกษา ครูมวยตำบลศาลเจ้าตาแป๊ะโป

๑๐. อาจารย์ ม.จ.วิบูลย์สวัสดิวงศ์ สวัสดิกุล

๑๑. ครู (กิมเส็ง)สุนทร ทวีสิทธิ์ ปรมาจารย์มวยมีชื่อในพระนคร อาจารย์สอนมวยกรมพละศึกษา

๑๒. อาจารย์ หลวงวิศาลดรุณากร

.....เมื่ออายุ ๑๙ ปี พ.ศ. ๒๔๖๓ อาจารย์ เขตร ได้ไปดูการฝึกมวยที่บ้าน อาจารย์กิมเส็ง และเกิดความสนใจใน " หงายหมัด " ของค่ายทวีสิทธิ์ อีกหนึ่งปีต่อมาในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๖๔ อาจารย์เขตร จึงได้นำดอกไม้ธูปเทียน ผ้าเช็ดหน้า ผ้าขาวม้า และขันน้ำ ไปกราบขอเป็นศิษย์กับ อาจารย์กิมเส็ง ในวัน พฤหัสบดีอันเป็น " วันครู " ตามคติโบราณ ได้อยู่ร่ำเรียนรับใช้ ไปมาหาสู่กับ อาจารย์กิมเส็ง เป็นเวลา ๔๐ ปี จนครูท่านสิ้น จึงนับได้ว่าวิชามวยไชยาสายอาจารย์เขตร นั้นมีส่วนผสมวิชามวยของท่านอาจารย์กิมเส็ง อยู่อย่างแยบยลจนแยกกันไม่ออก

.....นอกจากการเล่นกีฬา หมัดหมวย ฟุตบอล และ วิ่งแข่ง กระโดดสูงกระโดดยาว รวมทั้งมวยสากลกับมองซิเออร์ ฟโรว์ นักมวยคู่ซ้อมของยอร์ช กาปังติเอร์ แล้ว เขตร ศรียาภัยยังสามารถ แจวเรือพายและถือท้ายเรือยาว (เรือดั้ง เรือแซง) เรือยนต์ เรือกลไฟ ขับรถยนต์ ขี่มอเตอร์ไซ รวมทั้งการขี่ม้า ขี่และฝึกช้างตามแบบที่เรียกว่าคชกรรมอีกด้วย

..... ช่วงปี พ.ศ. ๒๔๙๑ - ๒๔๙๔ อาจารย์เขตร ได้มีส่วนร่วมก่อตั้งสนามมวยธรรมศาสตร์ ขึ้นแทนสนามมวยราชดำเนินที่ไม่มีหลังคากันฝน ล่วงถึง ๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๙๖ จึงได้เข้าเป็นผู้จัดการ สนามมวยลุมพินี อยู่หลายปี จนช่วงอายุ ๖๙-๗๐ ปี คุณอาจินต์ ปัญจพรรค์ บรรณาธิการ และอาจารย์ สงบ สอนสิริ จึงได้ชักชวนให้ท่านเขียน " มวยไทยปริทัศน์ " ในนิตยสาร ฟ้าเมืองไทย เล่าถึงเรื่องมวยคาดเชือกในยุค สนามสวนกุหลาบ สนามมวยหลักเมืองสนามมวยสวนสนุก เกร็ดความรู้เรื่องมวยไทย และความรู้เรื่องมวยของชนชาติอื่นๆ จนได้รับการยอมรับและได้รับการ เรียกขาน ท่านเป็น " ปรมาจารย์ " มวยไทย อาจารย์เขตร ศรียาภัย ถึงแก่กรรม ด้วยโรคหัวใจ ล้มเหลว เมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๒๑ สิริอายุรวม ๗๕ ปี *ประวัติการทำงานของ ปรมาจารย์เขตร์ ศรียาภัย

..... ท่านปรมาจารย์เขตร์ ศรียาภัย นับว่าได้ว่าเป็นบุคคลตัวอย่าง ในด้านความรู้ ความเสียสละ และความซื่อสัตย์ ผลงานอันนับได้ว่าเป็นเหมือน รางวัลชีวิต ที่ท่านได้กระทำไว้ มีนับไม่ถ้วน ทางคณะผู้จัดทำ จึงใคร่ของกล่าวถึงบางส่วน โดยย่อดังต่อไปนี้ ประวัติการรับราชการ (คัดจากสำเนาสมุดประวัติประจำตัวข้าราชการ กรมโยธาเทศบาล กระทรวงมหาดไทย)

.....พ.ศ. ๒๔๖๗ พนักงานรักษาสนาม และต้นไม้กองถนน

.....พ.ศ. ๒๔๗๙ – ๒๔๘๔ รักษาการตำแหน่งหัวหน้าแผนกสารบรรณกองช่าง

.....พ.ศ. ๒๔๘๕ - ๒๔๙๐ หัวหน้าแผนกกลางกองโยธา

.....พ.ศ. ๒๔๙๑ – ๒๔๙๕ หัวหน้ากองรักษาความสะอาด (ปี ๒๔๙๕ ได้รับทุนไปดูงานการรักษาความสะอาดใน อเมริกา ยุโรป และออสเตเลีย)

.....พ.ศ. ๒๕๐๐ ดำรงตำแหน่งเลขานุการกรม กรมโยธาเทศบาล .....พ.ศ. ๒๕๐๔ – ๒๕๐๖ ดำรงตำแหน่งรองปลัดเทศบาล สำนักปลัดเทศบาลนครกรุงเทพฯ และพ้นจากหน้าที่เนื่องจากครบเกษียณอายุเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ หลังจากครบเกษียณอายุแล้ว ท่านได้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของเทศบาล นครกรุงเทพฯ อยู่อีกระยะหนึ่ง ราชการพิเศษ (คัดจากสำเนาสมุดประวัติประจำตัวข้าราชการ กรมโยธาเทศบาล กระทรวงมหาดไทย)

.....พ.ศ. ๒๕๐๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนคร แต่งตั้งให้เป็น เทศมนตรีชั่วคราว ดำเนินกิจการของ เทศบาลไปจนกว่าจะได้แต่ตั้งคณะเทศมนตรีใหม่

.....พ.ศ. ๒๕๐๓ กรรมการดำเนิน การตรวจสอบและสะสางบัญชี การเงินของกรมโยธาเทศบาล ความดีความชอบ (คัดจากสำเนาสมุดประวัติประจำตัวข้าราชการ กรมโยธาเทศบาล กระทรวงมหาดไทย)

.....พ.ศ. ๒๔๗๖ ช่วยเหลือการปราบกฎบวรเดช ได้รับการชมเชยตามหนังสือเลขาธิการ คณะรัฐมนตรี ที่ ม. ๑๐๔๒๐/๗๗ ลงวันที่ ๒๖/๑๑/๒๔๗๗

.....พ.ศ. ๒๕๐๑ ในระหว่างปฏิบัติราชการเป็นเทศมนตรีชั่วคราว ได้ปฏิบัติงานบังเกิดผลดีแก่ท้องถิ่นอย่างยิ่ง ได้ตั้งใจช่วยเหลือท้องถิ่น เพื่อประโยชน์ ของประชาชนจำนวนกว่าหนึ่งล้านคน จนเป็นผลดีอย่างมากถึงวันส่งมอบงานนับได้ว่าเป็นผลดีแก่ราชการของกระทรวงมหาดไทย ในส่วนรวม ได้รับการชมเชยตามหนังสือ กระทรวงมหาดไทยที่ ๗๓๐๓/๒๕๐๑ ลงวันที่ ๑๐/๕/๒๕๐๑ เครื่องราชอิสริยาภรณ์

.....พ.ศ. ๒๔๖๘ เหรียญบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ ๗

.....พ.ศ. ๒๔๗๕ เหรียญสมโภชพระนคร ๑๕๐ ปี

.....พ.ศ. ๒๔๘๔ จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย

.....พ.ศ. ๒๔๖๘ จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก

.....พ.ศ. ๒๔๙๒ ตริตาภรณ์มงกุฎไทย

.....พ.ศ. ๒๔๙๓ เหรียญบรมราชาภิเษก , เหรียญรัตนาภรณ์

.....พ.ศ. ๒๔๙๙ ตริตาภรณ์ช้างเผือก

.....พ.ศ. ๒๕๐๓ ทวิติยาภรณ์มงกุฎไทย เหรียญเกียรติคุณ

.....พ.ศ. ๒๔๖๐ เหรียญ JUNIORS TOURNAMENT 1917 *

.....พ.ศ. ๒๔๗๗ เหรียญ SEMPR FIDELIS “สัตย์ซื่อตลอดกาล” 

** * โรงเรียนอัสสัมชัญ ได้ถูกบังคับให้เข้าร่วมกันแข่งขันฟุตบอล ระหว่างนักเรียนอังกฤษ กับ นักเรียนฝรั่งเศล ทางโรงเรียนได้คัดตัว ปรมาจารย์เขตร ศรียาภัย เป็นหนึ่งในทีมนักเรียนอังกฤษ และในการแข่งครั้งนั้น นักเรียนอังกฤษ เป็นฝ่ายชนะ เ ป็นจุดเริ่มที่ทำให้ ปรมาจารย์เขตร ศรียาภัย รักและสนใจกีฬาฟุตบอล และร่วมแข่งขันในนาม โรงเรียนอัสสัมชัญ ตลอดมา และยังมีถ้วยรางวัลและเหรียญ อื่น ๆ อีกมาก ที่ท่านได้จากการแข่งขัน ในฐานะ นักฟุตบอลของสมาคมศิษย์เก่าอัสสัมชัญ

** เนื่องในโอกาส ฉลองโรงเรียนอัสสัมชัญ ครบ ๕๐ ปี ปรมาจารย์เขตร ศรียาภัย จึงได้รับรางวัล เหรียญทองคำ ซึ่งจัดสร้างขึ้นเป็นพิเศษ คำจารึกเป็นภาษาละตินว่า CA - SEMPR FIDELIS ซึ่งแปลเป็นไทยว่า “สัตย์ซื่อตลอดกาล” อันถือว่าเป็นเหรียญเดียว ที่ทางโรงเรียนมอบให้นักเรียน นับตั้งแต่สร้างโรงเรียนมา ตลอดระยะเวลา ๙๐ ปี นับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง

 


 

 


อ.กิมเส็ง (สุนทร ทวีสิทธิ์)  

หากจะกล่าวถึง มวยไชยา แล้วไม่กล่าวถึง อาจารย์กิมเส็ง ทวีสิทธิ์ ก็คงจะทำให้ ประวัติมวยไชยา ขาดหายไปบางส่วน อาจารย์กิมเส็ง ท่าน เกิดเมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๓๓ ยานนาวา กรุงเทพฯ ช่วงอายุ ๑๔ ปีท่านได้เดินทางไปศึกษาที่ สิงคโปร์ และเริ่มเรียน ยูโด ฟันดาบ มวยสากล ที่นั้น จนได้พบกับ มร.เบเก้อร์ เจ้าของร้านขนมปัง ซึ่งเป็นครูมวยสากลฝีมือดี ได้สอนด้านทฤษฏีและปฏิบัติของ N.S.Rule จนทำให้อาจารย์กิมเส็ง มีความรู้ความชำชาญ ในมวยสากล เป็นอย่างมาก

.....และอาจารย์ท่านยังได้เรียน วิชามวยไทย ดาบไทย จากครูเขียว ในป่าเขตแดนสระบุรีกับอยุธยาอยู่ ๒ ปี จึงทำให้อาจารย์เชี่ยวชาญวิชาการต่อสู้ของไทยมากขึ้น (นอกจากวิชาที่กล่าวมาแล้ว อาจารย์ยังมีความรู้ใน วิชามวยชวาของชาวอินโดนีเซีย ที่เรียกว่า " เพนต์จ๊าก " มวยจีน "เก่ยคุ้ง " และ ยูยิตสู การจับหักของชาวญี่ปุ่น อีกด้วย จากข้อเขียน ของ อ.เขตร์ ) ช่วงอายุ ๒๕ ปี จึงได้เริ่มชกมวยไทย หลังจากนั้นไม่นานอาจารย์ก็เริ่มสอนมวยไทยและสากล ที่บ้านข้างวัดดอน ยานนาวา มีลูกศิษย์มากมายชกชนะมากกว่าแพ้ ลูกศิษย์ท่านได้เป็น ทั้งแชมป์มวยไทยมวยสากลก็มากจนเกิดเป็น " คณะทวีสิทธิ์ "

.....พ.ศ.๒๔๗๒-๒๔๘๒ พระยาคทาธรบดี ได้เริ่มจัด สนามมวยสวนสนุกขึ้นภายในบริเวณ สวนลุมพินี และได้ชักชวนให้อาจารย์ กิมเส็งดำเนินการจัดมวย และเป็นกรรมการ จึงทำให้ชื่อเสียงของ อาจารย์กิมเส็ง เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

.....ช่วงก่อนปี พ.ศ. ๒๔๗๗ กระทรวงธรรมการ( กระทรวงศึกษาธิการ )จึงได้เชิญ อาจารย์กิมเส็ง เข้าสอนวิชามวยที่โรงเรียนของกระทรวง แต่งตั้งเป็น อาจารย์พละของกรมพละศึกษากลาง มีลูกศิษย์มากมายกระจายอยู่ทั่วประเทศ ที่สอนมวยและเปิดค่ายมวย ก็มาก จึงทำให้ " ท่ารำพรหมสี่หน้า " กับ " ท่าย่างสุขเกษม " แพร่หลายกลายเป็นมรดก ที่เห็นนักมวยไทยใช้รำบนเวทีกันอยู่จนทุกวันนี้ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ " หงายหมัด " ซึ่ง อาจารย์ เขตร์ ท่านได้กล่าวไว้ว่า " ผิดแผกกับการตั้งท่าของมวยภาคต่างๆทั่วประเทศ " ท่าหมัดหงายไม้มวยนี้ได้เลือนหายไปจากเวทีมวยไทยปัจจุบัน อาจารย์กิมเส็ง( สุนทร ทวีสิทธิ์ ) ได้ถึงแก่กรรมด้วยโรคมะเร็งปอด เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฏคม พ.ศ. ๒๕๐๔ สิริอายุรวม ๗๒ ปี

 


 

 


ครูทอง (ทองหล่อ ยาและ)  

  ครู ทองหล่อ ยาและ (ทอง เชื่อไชยา) KruThonglor Yalae (Thong Chuechaiya)

.....ท่านเกิดเมื่อ ๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๗๒ ที่โรงพยาบาล ศิริราช กรุงเทพฯ KruThong was born on August 1st, 1929 at Siriraj Hospitcal in Bangkok. เมื่อเรียน อยู่ชั้น ป.๖ โรงเรียนวัฒนศิลป์ ประตูน้ำ เริ่มเรียนมวยสากลกับครูประสิทธิ์ นักมวยสากลจากกรมพละ

When in grade six, with the interest in martial art KruThong started studying boxing from KruPrasith, boxer of Department of Physical Education, at Watthanasilp Pratunam school.

 

ช่วงอายุ ๑๓-๑๔ ปี ครูได้ออกหาค่ายมวยไทยที่จะเรียน อย่างจริงจัง ครูไปดูอยู่หลายที่ แต่ก็ไม่ถูกใจเพราะแต่ละค่ายนั้น เวลาซ้อมนักมวย จะเจ็บตัวกันมาก ไม่มีการป้องกันตัวเลย ครูจึงได้ไปหัดเรียนมวยไทยกับ ป๊ะลาม ญาติของแม่ แถวซอยกิ่งเพชร มีครูฉันท์ สมิตเวชกับครูชาย สิทธิผล สอน

When he was 13-14 years old, he seriously searched for a Muaythai school. He went to many Muaythai schools, but did not satisfy any of them. This was because the training in those schools did not focus on protection and caused injuries to trainees. Thus, he chose to practice Muaythai in the gym of Palam, a relative of other, in Soi Kingpetch. There he was trained by KruChan Samitawetch and KruChai Sitthipol.

 

ด้วยว่า เป็นคนร่างเล็ก ผอมบาง จึงถูกเพื่อนๆรังแกอยู่เป็นประจำแต่ก็เรียนอยู่ได้ไม่นาน เพราะถูกเด็กโตกว่ากลั่นแกล้ง

However, KruThong could not study there for long since Kru Thong had small and slim body. So, he was bullied frequently by the biggers in the gym.

 

หลังจากจบภาคการศึกษา และได้ผ่านชีวิตบู๊ โลดโผ อย่างลูกผู้ชาย ในยุคนั้นครูทองได้มาทำงานที่ การรถไฟ มักกะสันได้รู้จักกับเพื่อน ของคุณพ่อ ชื่ออาจารย์สามเศียร ได้พูดคุยเรื่องมวยและพาไปพบกับ อาจารย์เขตรฯ ที่บ้าน ครูจึงเริ่มเรียนมวยไชยา ขั้นพื้นฐาน ตามลำดับ

Once gratuated, KruThong spent his life like the man in that age, full of fight and adventure. During that time, he worked in State railway of Thailand at Makkasan and got a chance to know a friend of his father, KruSamsien. KruSamsien talked about Muaythai and brought KruThong to meet with KruKetr, a master of MuayChaiya. Since then KruThong studied MuayChaiya from KruKetr and that was the beginning of the MauyChaiya legend of KruThong.

 

เรียนอยู่หลายเดือน จึงคิดจะ ขึ้นชกเวทีเหมือนอย่างรุ่นพี่บ้าง ช่วงนั้น ครูทอง อายุประมาณ ๑๖ ปี จึงไปขออนุญาต อาจารย์เขตร อาจารย์ท่านก็ดูฝีไม้ลายมือว่าใช้ได้ จึงบอกครูให้ฟิตให้ดีแล้วจะพา ไปชก แต่ครูทองท่านได้แอบไปชกมวยเวที ตามต่างจังหวัดรอบๆกรุงเทพฯ ชนะมากกว่าแพ้ และได้ชกชนะมวยดัง ฉายาเสือร้ายแปดริ้ว ที่ฉะเชิงเทรา จนเป็นข่าวรู้ถึงอาจารย์เขตร นับแต่นั้นครูทอง จึงได้ชกใน กรุงเทพฯ โดยอาจารย์เขตร จะพาไปเอง

After studying MuayChaiya for several months, KruThong, who was now 16 years old, would like to fight on stage like other senier trainees and he asked KruKetr for permission. KruKetr considered KruThong skill and believed it was enough for a fight. KruKetr therefore suggested KruThong to fit his body well and KruKetr would send him to a competition. However, not telling KruKetr, KruThong attended many fights in upcontry. He won more than lost and even beat the famous Thaiboxer called Padrew Tiger at Chacherngsao. KruKetr heard the news then brought KruThong to fight in Bangkok.

 

ครูทองชกครั้งแรกที่เวที ราชดำเนินกับสมชาย พระขรรค์ชัย ครูทองแพ้ด้วยความตื่นเวทีใหญ่ เมื่อครูทองติดต่อขอแก้มือแต่ฝ่ายสมชาย ไม่ขอแก้มือด้วย มาเลิกชกมวยเมื่ออายุ ๒๔ ปี เมื่อคุณย่าท่านป่วยหนักและได้ขอร้องให้ครูเลิกชกมวยเวที ครูทอง ก็ให้สัจจะ แต่ขอคุณย่าไว้ว่าจะเลิกต่อยแต่ไม่เลิกหัด คุณย่าท่านก็อนุญาต

The first official fight of KruThong in Bangkok was held at Rajadamnern stadium. Due to excitement of big stage, he lost to Somchai Phrakhanchai on his first fight. He would like to have a rematch, but was denied by the opponent. KruThong stopped fighting on stage when he was 24 to fulfill the wish of his grand mother, who was resiously sick. He promised to the grand mother that he would no longer fight on stage, but would not stop practicing MuayChaiya.

 

ครูทอง ได้เรียนมวยกับอาจารย์เขตร อยู่อีกหลายปี จนอาจารย์เขตร ออกปากว่า จะพาไปเรียนกับอาจารย์ใหญ่.....อาจารย์เขตร จึงฝากครูทอง ให้ไปเรียนวิชาต่อกับอาจารย์ กิมเส็ง ครูทองท่านสนใจเรียนมวยมาก เมื่ออาจารย์ กิมเส็ง ให้ถือดาบไม้และให้ลองเล่นกับท่านดูโดยบอกว่า ก็เล่นเหมือนกับเล่นมวย นั้นแหละ ลองอยู่สักพัก อาจารย์กิมเส็ง ท่านก็บอกว่า ใช้ได้นี่ ด้วยเหตุนี้ ครูทอง จึงไม่ได้เรียนดาบกับอาจารย์กิมเส็ง ซึ่งครูมักพูดว่าเสียดายอยู่เสมอๆ (แต่ครูทองก็มีความรู้เรื่อง การฟันดาบอยู่ไม่น้อย) เรียนอยู่สัก ๓ ปี อาจารย์กิมเส็ง ท่านก็สิ้น

KruThong had learned MuayChaiya from KruKetr for many years until KruKetr brought him to the headmaster, Ajarn Kimseng Thaweesit. Ajarn Kimseng once asked KruThong to practice wooden swords. Ajarn Kimsend suggested that figthing with swords is similar to boxing. After having a spare fight for a while, Ajarn Kimseng told KruThong that his swords skill was already good. Therefore, KruThong did not get a chance to study swords from Ajarn Kimseng. KruThong later told his disciples he regreted the missed chance, but in disciples opinion, KruThong had quite amount of knowledge in weaponry martial art. After KruThong had learned MuayChaiya from Ajarn Kimseng for about three years, Ajarn Kimseng passed away.

 

ครูทองได้มาช่วยเพื่อนชื่อไหว สอนมวยอยู่ราชบูรณะ และเริ่มสอนมวยอย่างจริงจัง เมื่อย้ายบ้านมาอยู่ที่ ย่านบางนา มีทหารเรือมาฝึกกับท่านจำนวนมาก ครูทองจึงได้ไป ขออนุญาต อาจารย์เขตร ว่าจะสอน ครั้นพูดจบอาจารย์เขตร ท่านก็เหวี่ยงแข้งเตะมาที่ครูทองทันที ครูทองก็รับปิดป้อง ว่องไว ตามที่ได้เรียนมา อาจารย์เขตร จึงว่า อย่างนี้สอนได้ และได้ให้ครูทองมาเรียนวิชาครูเพิ่มเติม

KruThong then turned himself to be a Muaythai teacher. KruThong helped his friend named Wai teach Muaythai in Ratburana district, and was more serious in teaching Muaythai when we moved to Bangna district. At that time, there were so many marines would like to study with him. Thus, KruThong went to meet KruKetr asking for permission to become a Muaychaiya teacher. Right after finish his words, KruKetr kicked KruThong. KruThong could defense that surprise attack. KruKetr then confirmed that KruThong could be a teacher, and taught KruThong teching techniques.

 

.....ครูทอง ท่านใช้ ชื่อค่ายมวยว่า "ค่ายศรีสกุล" ต่อมาใช้ "ค่ายสิงห์ทองคำ" แต่ซ้ำกับค่ายอื่น ท่านจึงไปกราบขอชื่อ ค่ายมวยจากอาจารย์เขตร ซึ่งก็ได้รับความกรุณาโดยอาจารย์ได้ตั้งชื่อให้ว่า " ค่ายไชยารัตน์ " ด้วยเหตุว่าครั้งเรียน วิชามวยไชยากับ อาจารย์เขตร ศิษย์ทุกคนจะใช้สกุลในการขึ้นชกมวยว่า " เชื้อไชยา " ครูทอง มีลูกศิษย์ หลายรุ่น แต่ละรุ่นท่านก็สอนไม่เหมือนกัน บางคนจะชกมวยสากล บางคนจะชกมวยไทยเวที ท่านจะสอนแตกต่างกัน ตามโอกาส.....

KruThong founded boxing gym called "Srisakul" and then changed to "Singthongdam". However, the new name was still duplicated with another gym. Therefore, KruThong consulted KruKetr for a new name and was given the blessing name of "Chaiyarat". This name was adaped from "Chuechaiya", which was the on-stage family designation of all KruKetr's disciples. There were many generations of KruThong disciple. Each generation was trained differently. Some were trained boxing and some were trained Muaythai, depending on disciples demand and circumstances.

 

จนเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๖ ครูทอง ท่านได้ไปเผยแพร่มวยไทยคาดเชือกที่ ธนาคารกรุงเทพ สาขาสะพานผ่านฟ้า และได้พบกับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ชมรมต่อสู้ป้องกันตัว อาวุธไทย ได้ขอท่านเรียนมวย แรกๆก็ไปเรียนที่บ้านครู แต่ระยะหลังจึงได้เชิญ ครูทองท่านมาสอนที่มหาวิทยาลัย และครูได้เริ่มสอนแบบโบราณ คาดเชือกด้วยเห็นว่า ท่าย่างสามขุมของดาบ นั้นเป็นแนวเดียวกับการเดินย่างของมวยคาดเชือก

In 1983, KruThong went to demonstrated Muaychaiya at Sapanpanfa branch of Bangkok Bank. There he met with the martial art club of Ramkhamhaeng univeristy and the club members became his disciples. In the beginning the teaching was conducted at KruThong's home. Later, KruThong was invited to teach Muaychaiya in the university. At that time, KruThong taught the club members in the ancient way because he saw that the movement concept of weaponry martial art was the same as Muaychaiya.

 

จนถึง พ.ศ.๒๕๒๗ นักศึกษาจุฬา ( เคยฝึกอาวุธไทยที่ รามฯ )ได้เชิญครูท่านไปเป็น อาจารย์พิเศษที่จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ครูทอง จึงได้ถ่ายทอด ศิลปะมวยคาดเชือก สายไชยา ในสองสถาบัน จนพ.ศ.๒๕๓๗ จึงหยุดด้วยโรคประจำตัว ครูทองหล่อ ยาและ ป่วยด้วยโรคมะเร็งปอด และถึงแก่กรรมด้วยวัยเพียง ๖๗ ปี ในเวลาเช้า ๘.๔๕ น. ของวันที่ ๑๙ กันยายนพ.ศ.๒๕๓๙

In 1984, the Chulalongkorn university student, who practiced Thai swords in Ramkhamhaeng university, invited KruThong to be a special instructor at Chulalongkorn university. Thus, KruThong got chances to passed his invaluable knowledge of Muaychaiya to the students of both famous universities. KruThong stopped teaching in 1994 because of lung cancer, and passed away when he was 67 on September 19, 1996 at 8.45 am.

 

ขอบคุณบทความ และข้อมูลจากทุกๆท่านครับ

edit by Tactical Thai Sword team  กลุ่มดาบลายไทย หากสนใจ โปรดติดต่อทีมงานเลยครับ